ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

hippostorage.co.th

ธุรกิจขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยระบบจัดการสต็อกที่ซับซ้อน สิ่งสำคัญคือรู้ว่า มีอะไรอยู่ที่ไหน จำนวนเท่าไร และต้องเติมเมื่อไร

ภาพตัวอย่าง: ภาพปกบทความ

หากสต็อกเริ่มล้นออฟฟิศ บ้าน หรือหน้าร้าน การแยกพื้นที่จัดเก็บออกจากพื้นที่ทำงานสามารถช่วยให้การจัดการง่ายขึ้นได้

1. ทำรายการสินค้าทั้งหมด

เริ่มจากรายการง่าย ๆ ใน Excel หรือ Google Sheets โดยมีข้อมูลอย่างน้อย:

  • ชื่อสินค้า
  • รหัสสินค้า
  • จำนวนคงเหลือ
  • จุดจัดเก็บ
  • วันที่รับเข้า
  • วันที่เบิกออก
  • จำนวนขั้นต่ำที่ควรมี

ไม่จำเป็นต้องทำระบบซับซ้อนตั้งแต่แรก ขอเพียงข้อมูลถูกต้องและอัปเดตสม่ำเสมอ

2. กำหนดรหัสและตำแหน่งจัดเก็บ

หากมีสินค้าหลายประเภท ควรกำหนดรหัสที่เข้าใจง่าย เช่น

A01-01 = หมวด A / ชั้น 1 / ตำแหน่ง 1

ติดป้ายที่กล่อง ชั้นวาง หรือพื้นที่จัดเก็บให้ตรงกับรายการในระบบ วิธีนี้ช่วยให้พนักงานหาของได้เร็วขึ้นและลดของหาย

3. แยกของขายดีออกจากของที่เคลื่อนไหวช้า

สินค้าที่มีการหยิบบ่อยควรอยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงง่าย ส่วนสินค้าที่ใช้ไม่บ่อยสามารถจัดเก็บในพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ใกล้จุดทำงาน

หากพื้นที่ออฟฟิศมีจำกัด การเก็บสต็อกที่ไม่ได้ใช้ทุกวันในห้องเก็บของแยกต่างหากอาจช่วยคืนพื้นที่ให้กับการทำงาน

4. กำหนดจุดสั่งซื้อใหม่

อย่ารอให้สินค้าเหลือศูนย์ก่อนจึงสั่งเพิ่ม

กำหนดจำนวนขั้นต่ำสำหรับสินค้าสำคัญ และพิจารณาระยะเวลาที่ใช้ในการสั่งและรับสินค้าเข้ามา

5. ตรวจนับเป็นประจำ

ไม่จำเป็นต้องตรวจนับสินค้าทุกชิ้นทุกวัน

อาจแบ่งเป็น:

  • สินค้าขายดี: ตรวจบ่อย
  • สินค้าทั่วไป: ตรวจเป็นระยะ
  • สินค้าเคลื่อนไหวช้า: ตรวจตามรอบ

สิ่งสำคัญคือจำนวนในระบบต้องใกล้เคียงกับของจริง

เมื่อไรควรพิจารณาใช้พื้นที่เก็บของภายนอก?

หากสต็อกเริ่มกินพื้นที่ทำงาน มีของจำนวนมากที่ไม่ได้ต้องหยิบทุกวัน หรือกำลังเตรียมสินค้าสำหรับช่วงขายดี การใช้พื้นที่เก็บของแยกจากสำนักงานอาจเป็นทางเลือกหนึ่ง

ก่อนเช่า ควรพิจารณาว่าต้องเข้าถึงสต็อกบ่อยแค่ไหน ขนาดพื้นที่ที่ต้องใช้ และเงื่อนไขการจัดเก็บที่เหมาะกับสินค้า

สรุป: ระบบสต็อกที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อน เริ่มจากรายการที่ชัดเจน ตำแหน่งจัดเก็บที่หาได้ง่าย และการตรวจนับอย่างสม่ำเสมอ

ต้องการคำแนะนำที่ตรงไปตรงมา?

ส่งรายการหรือภาพสิ่งของ ย่านในกรุงเทพฯ วันที่เริ่มใช้ และระยะเวลาที่คาดไว้ให้ Hippo